ธรรมะ พุทธศาสนา

จากพาดหัวข่าวหลายสำนักพิมพ์ต่างๆ “หลวงปู่เขียน ขนฺธสโร เทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชฌกูฏ? มรณภาพ” , “สิ้นแล้ว”หลวงพ่อเขียน”แห่งเขาคิชฌกูฏ” ทำให้หลายต่อหลายคนที่เป็นลูกศิษย์ของท่านพ่อเขียนเศร้าโศกเสียใจ เพราะท่านพ่อเขียนเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นพระนักพัฒนา ช่วยเหลือสังคม เป็นที่เคารพรักของชาวบ้านและลูกศิษย์ลูกหา จนประชาชนทั่วไปได้ขนานนามท่านว่า เป็น เทพเจ้าแห่งขุนเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี ?พระครูธรรมสรคุณ? หรือ หลวงปู่เขียน ขนฺธสโร เกจิชื่อดังวัดกะทิง จ.จันทบุรี มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2555 เวลา 12.39 น. หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รวมสิริอายุ 82 ปี พรรษา 60 ปี และที่อาคารพยาธิวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดร.มนัส โนนุช กรรมการและผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นตัวแทนพระองค์เดินทางมาสรงน้ำศพพระครูธรรมสรคุณ หรือหลวงปู่เขียน ขนฺธสโร เจ้าอาวาสวัดกะทิง บ้านกะทิง ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ซึ่งมรณภาพลงเมื่อเวลา 12.39 น.ที่ผ่านมา ด้วยอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี หลังจากเดินทางเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อช่วงปลายเดือนม.ค.ที่ผ่าน โดยมีบรรดาลูกศิษย์ ประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ทราบข่าว Read More »

เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจ

เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี จะเข้าสู่เทศกาล”กินเจ” โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีนนานมาแล้ว บางแห่งก็จะเรียกว่า “ประเพณีถือศีลกินผัก” รวมเป็นเวลา 9 วัน ซึ่งเทศกาล “กินเจ” เราจะสังเกตเห็นได้ง่ายๆโดย สังเกตได้จากตามร้านอาหารต่าง ก็จะมีธงสีเหลือปักไว้ เขียนว่าเจบ้าง ภาษาจีนบ้าง ซึ่ง เป็นสัญลักษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้ว สำหรับเทศกาลกินเจ ปี 2554 เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ถึง วันที่ 5 ตุลาคม 2554 และก็จะมีการกินก่อนหนึ่งวัน สำหรับการ”ล้างท้อง”นั่นเอง

บางคนก็สงสัยว่า เอ๊ะ ธงเจมีที่มาอย่างไร ซึ่งธงเจจะมีพื้นหลังเป็นสีเหลือง ซึ่งสีเหลืองหรือสีเหลืองทองจะมีการใช้แค่พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ และกลุ่มอาจารย์ปราบผีในประเทศจีน รวมทั้งเป็นสีของผ้ายันต์ ทำให้สีเหลืองเป็นสีของพระพุทธศาสนา หรือผู้ทรงศีล ซึ่งเราจะเห็นตัวอักษรสีแดงที่อยู่บนธงอ่านว่า “เจ” หรือ อ่านว่า “ไจ” ซึ่งจะหมายถึงว่า ไม่มีของคาว นั่นเองครับ และการปักธงนั้นถือเป็นการเตือนพุทธศาสนิกชน ไม่ให้ไปเบียดเบียนสัตว์เป็นเวลา 9 วัน 9 คืนอีกด้วยครับ

Read More »

วันนี้โดนผีอำ จึงอยากแนะนำบทความเกี่ยวกับผีอำที่เกี่ยวกับความเชื่อมาให้ได้อ่านกันนะครับ

ผีอำ คือ ร่างกาย กับวิญญาณ(เจตภูต)แยกออกจากกัน การที่ร่างกายกับวิญญาณ(เจตภูต)แยกออกจากกัน สาเหตุมีได้หลายทาง เฃ่น

1. ทำสมาธิเข้าสู่ภวังค์ ซึ่งเป็นการเปิดประตูภพภูมิสู่โลกวิญญาณ

2. ร่างกายเราหลับไปตอนนอน แต่หลับไม่สนิท กึ่งหลับกึ่งตื่น ภาวะนั้นก็คือภวังค์ เมื่อมีวิญญาณ(เจตภูต)ดวงอื่นมาปลุกวิญญาณเราให้ตื่นขึ้น วิญญาณของเราก็เข้าสู่ภพภูมิของโลกวิญญาณ แต่ไอ้ตัวร่างกายของเราซิ มันหลับไปแล้ว ที่ตื่นคือวิญญาณ(เจตภูต)ของเรา

การที่เราเคลื่อนไหวไม่ได้ เนื่องจากร่างกาย กับวิญญาณ(เจตภูต)แยกออกจากกันแล้ว ร่างกายมันหลับไป วิญญาณก็ไม่อยู่ติดสนิทกับร่างกาย พอมีวิญญาณดวงอื่นมาอยู่ใกล้เรา วิญญาณธาตุ(เจตภูต)ของเราก็เลยเข้าไปสู่มิติของโลกวิญญาณ

วิญญาณพยายามยกแขน ยกขา ก็ทำไม่ได้ สาเหตุคือ วิญญาณมันแยกออกจากร่างแล้ว เราต้องฝืนมัน โดยเฉพาะฝืนทางตา พยามลืมตาให้ได้ ถ้าลืมตาได้ ก็จะทำให้วิญญาณกลับมาอยู่ในร่างกายเนื้อใหม่ พลังการอำในโลกวิญญาณ(มิติของโลกวิญญาณ)ก็จะสลายไปทันที

เหตุผลหลักใหญ่ที่โดนผีอำ (รวมทั้งโดนผีหลอก)

เมื่อ 30 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผมเริ่มหัดทำสมาธิใหม่ๆ เจอผีอำประจำ ก่อนหน้านั้นผมแทบไม่เคยโดนผีอำ ผมก็เลยสงสัยว่า ผีอำเป็นผีจริงไหม? แล้วมันมาหาเราทำไมวะ มาทุกวันด้วยในวันที่เราทำสมาธิ

ตอนหลังผมเลยลองแผ่เมตตาให้วิญญาณของสิงมอร์เตอร์ไซด์ ที่ขับรถซิ่งมาตายหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านชาวช่อง ต่างด่าแช่งกันหมด แต่ผมสงสารเขา

คุณกบนอกกะลารู้ไหม ตกดึกผมนอนหลับแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น(อยู่ในภวังค์) วิญญาณของสิงมอร์เตอร์ไซด์คนนั้นมาหาผม(ผีอำ) เขาจับไม้จับมือผมแบบแสดงความขอบคุณผม เขาดีใจมากๆเลยที่ผมแผ่เมตตาไปให้

ตั้งแต่นั้นมา ผมเลยรู้ว่า การทำสมาธิจะเกิดพลังกุศล สามารถแผ่เมตตาให้วิญญาณต่างๆได้ ผมเลยแผ่เมตตาให้วิญญาณต่างๆในหมู่บ้านจนหมด(มีประมาณ 10 ดวง) และบอกให้พวกเขาแต่ละคนมาอำผม หรือมาเข้าฝันผมด้วย เพื่อแสดงว่าเขาได้รับผลบุญแล้ว พวกเขาก็มาจริงๆ

ตั้งแต่นั้นมา…ไม่มีวิญญาณดวงไหนมาหาผมอีกเลย ผมเลยเหงา ตอนหลังไปไหนมาไหน นอนโรงแรมไหน นอนบ้านใครที่ไหน ผมก็ทำสมาธิที่นั่น แล้วแผ่เมตตาให้ดวงวิญญาณที่อยู่ที่นั้นด้วย นอกจากนี้ ยังบอกให้ดวงวิญญาณเขามาอำหรือมาเข้าฝัน เพื่อแสดงว่าเขาได้รับผลบุญแล้ว ก็เช่นเคย พวกเขาก็มาจริงๆ แต่ถ้าผมห้ามเขาไม่ให้มา พวกเขาก็จะไม่มาหา

ตอนหลังพอผมเลยรู้ 100%ว่า เหล่าวิญญาณจะไปหาคนที่ชอบทำสมาธิและชอบทำบุญตักบาตร ชอบสวดมนต์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดกุศลผลบุญ ซึ่งเราสามารถโอนไปช่วยเหลือพวกวิญญาณได้โดยไม่ต้องกลัวหมด ยิ่งช่วยใจเรายิ่งสะอาด ยิ่งบรรลุธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ

คุณรู้ไหม…ในปรโลกอยู่ได้อย่างเป็นสุขจากผลบุญเท่านั้น เมื่อวิญญาณเหล่านี้ไม่ค่อยได้ทำบุญมา พอตายแล้ว เขาจึงลำบาก ต้องแสวงหาผลบุญจากคนทำสมาธิและชอบทำบุญตักบาตร แต่กฎสวรรค์ห้ามไม่ให้เขาไปพูดขอให้มนุษย์ช่วยทำบุญให้ตรงๆ เขาเลยต้องมาอำ หรือมาหลอก พอคนถูกอำถูกหลอกกลัว ก็จะแผ่เมตตาหรือทำบุญอุทิศกุศลให้พวกเขา

ผีพวกนี้เขาไม่ไปหาคนที่ชอบทำบาปหรอกถ้าไม่มีความแค้นต่อกัน….เสียเวลาเปล่า?ผีส่วนใหญ่จะไปพึ่งคนทำสมาธิและคนที่ชอบทำบุญ คุณกบนอกกะลาต้องถามตัวเองสิ ว่า?คุณกบนอกกะลาเป็นคนทำสมาธิหรือชอบทำบุญไหม….. ถ้าใช่ คุณกบนอกกะลาก็เป็นเป้าหมายของพวกวิญญาณ

ทำไมคนจำนวนมากไม่เคยเจอผีอำหรือผีหลอกเลย?

เหตุผลก็ง่ายๆครับ พวกเขาปิดระบบinternetทางจิตของเขา โดยการสะกดจิตตัวเองทุกวันว่า ผีไม่มีจริง ยิ่งคนสมัยใหม่ด้วย พอพูดเรื่องผี ก็กลัวคนอื่นกล่าวหาว่าเชย เป็นพวกงมงาย เป็นพวกหัวโบราณอะไรทำนองนี้

ที่สำคัญที่สุด ก็คือพวกนักวิปัสสนาล้วนๆ ไม่เน้นสมถะ(สมาธิ) พวกนี้ปิดระบบinternetทางจิตสนิทเลย ไม่ยอมรับรู้มิติอื่น(ปรโลก) โดยชอบอ้างคำพูดของหลวงปู่ดุลย์ที่ว่า สิ่งที่เห็นในนิมิต

“ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง”

โดยตนเองก็ไม่ทราบเลยว่า หลวงปู่ดุลย์ท่านมุ่งนิพพานอย่างเดียว ไม่มุ่งความรู้อื่นทางโลกและปรโลกเลย เมื่อมุ่งนิพพานอย่างเดียว จิตก็ต้องไม่ส่งออกไปอยู่ในภพ 3 และ 31-33 ภูมิ นั่นหมายถึง สิ่งที่เห็นในนิมิต ทุกอย่างต้องตัดทิ้งหมด

แต่พระป่าหรือพวกที่ทำทั้งสมถะและวิปัสสนา เช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ฯลฯ พระเหล่านี้ แม้ท่านมุ่งนิพพาน แต่ท่านก็ไม่ปิดจิตในการรับรู้ภพภูมิอื่นหรือมิติอื่น พวกท่านจึงเจอทั้งผี สัมภเวสี เปรต เทวดา พรหม และช่วยแผ่เมตตาให้เหล่าวิญญาณที่เดือดร้อนในปรโลก

ที่มา : คุณ?phonsak -?community.thaiware.com

พระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก วัยุ 73 ปี จากวัดเทียนมู่

พระ สงฆ์รูปนี้เป็นผู้ที่เสียสละแม้กระทั่งชีวิต เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาและประเทศเวียดนามจากการกดขี่ข่มเหงชาวพุทธและศาสนา พุทธ จากรัฐบาล(ประธานาธิบดี) ในสมัยนั้น ซึ่งท่านได้ถอดจิตและเผาร่างตัวเองจนมอดไหม้ แต่หัวใจท่านยังไม่ไหม้ ซึ่งปัจจุบันถูกเห็บรักษาเอาไว้ในสถูปทองคำ วัดเทียนมู่ เมืองเว้ และหลังจากนั้น ประธานาธิบดีคนนั้นเองก็มีจุดจบ โดยการยึดอำนาจและเสียชิวิตนั่นเอง แบบนี้ทำให้เราเห็นเลยว่า การโลภ โกง กดขี่ข่มเหง ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขที่ยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย มีแต่ทำให้เราสร้างบาปกรรม ก่อกรรม เพิ่มขึ้นๆ ซึ่งทำให้เป็นผลเหมือนกับประธานาธิบดีผู้นี้นั่นเอง และนี่เป็นภาพเหตุการ์คร่าวๆ ขณะที่มีการประท้วงรัฐบาลที่กดขี่ ข่มเหง ย่ำยีชาวพุทธ

Read More »