คุณประโยชน์ สรรพคุณ ลูกยอ

ลูกยอ

ลูกยอ

ยอ คือ พืชสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ที่สามารถบรรเทาและรักษาอาการของโรคต่างๆได้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการรักษาโรคต่างๆ ยอนั้นส่วนประกอบต่างๆของลำต้นทั้งต้นมีสรรพคุณทางยาทุกส่วน อาทิ ลูกยอ ดอก ราก เป็นต้น? นอกจากมีสรรพคุณทางยาแล้ว ยอ ยังมีคุณค่าทางโภชนาการทางอาหาร ซึ่งได้มีผลวิจัยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ครั้งนี้จึงอยากนำข้อมูลทั้งหมด ของ ยอ พืชสมุนไพรไทย ที่มีประโยชน์นานับประการ มารวบรวมให้อ่านกันครับ

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักกับต้นยอก่อนนะครับ ยอ จัดเป็นไม่พุ่มหรือไม้ขนาดเล็กในตระกูล Rubiaceae เป็นไม้พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีผู้นำไปแพร่พันธุ์จนกระจายไปทั่วอินเดีย และตามหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิค และหมู่เกาะอินดัสตะวันตก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia ชื่อนี้เรียกกันทั่วไปในภาษาอังกฤษ คือ great morinda, Indian mulberry, beach mulberry, Tahitian noni หรือเรียกตามแหล่งที่ขึ้น หรือภาษา เช่น noni (จากฮาวาย) nono (ตาฮิติ) meng kudu (จากมาเลย์) nonu (ในภาษาของชาวทองก้า) และ ach (ในภาษาฮินดู)

ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็น โขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 18 เดือน และให้ผลซึ่งมีน้ำหนักรวมกันระหว่าง 4-8 กิโลกรัมต่อเดือน ตลอดทั้งปี ยอเป็นพืชทนทานต่อดินเค็ม สภาวะแห้งแล้ง และดินทุติยภูมิ ยอจึงพบแพร่หลายทั่วไป ต้นยออาจสูงถึง 9 ?เมตร ใบและผลยอมีลักษณะเด่นที่เป็นแล้วบอกได้โดยง่ายว่าเป็นยอ

ใบยอมีขนาดใหญ่ รูปใบธรรมดาและเส้นใบลึก ใบมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน ยอออกดอกและผลตลอดปี ดอกของมันเล็กๆ มีสีขาว ผลยอเป็นผลรวม กลิ่นฉุนเมื่อสุก บางครั้งจึงมีผู้เรียกชื่อผลยอในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง ลูกเนยแข็งหรือลูกอ้วก (cheese fruit หรือ vomit fruit) ผลยอคล้ายรูปไข่ และเหมือนมีตารอบผล ความยาวของผลอยู่ระหว่าง 4-7 ?เซนติเมตร เมื่อผลยังอ่อนมีสีเขียว แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปจนเกือบขาวเมื่อสุก แม้ผลยอจะมีกลิ่นแรงและรสขม แต่ก็มีการบริโภคผลยอกันมาก ทั้งดิบ ๆ หรือปรุงแต่ง บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค กินผลยอเป็นอาหารหลัก ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และชาวพื้นเมืองออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกระหรี่ เมล็ดของยอคั่วรับประทานได้

สรรพคุณทางยาของยอ

สรรพคุณใบยอ

(ก) ใบสด ใช้ห่อเนื้อและทำให้เนื้อมีรสยอ ใช้ทำอาหาร เช่น ห่อหมก ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงตัวหนอนไหม แก้แผลพุพอง รักษาอาการปวดศีรษะ หรือไข้

(ข) ใบทำยาพอก รักษาโรคมาลาเรีย แก้ไข้ แก้ปวด รักษาวัณโรค อาการเคล็ดยอก แผลถลอกลึกๆ อาการปวดในข้อ แก้ไข้ แก้พิษจากการถูกปลาหินต่อย แก้กระดูกแตก กล้ามเนื้อแพลง

(ค) น้ำสกัดใบยอ รักษาความดันโลหิตสูง เลือดออกที่เกิดจากกระดูกร้าว แก้ปวดท้อง เบาหวาน เบื้ออาหาร ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่องท้องบวม ไส้เลื่อน อาการขาดวิตามินเอ

สรรพคุณผลยอ

(ก) ไอระเหยจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง

(ข) ลูกยอดิบ ใช้รักษาอาการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือข้างในปาก

(ค) ลูกยอสุก ใช้รับประทาน ลูกยอบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้คอเจ็บ ลูกยอบดใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานเพื่อฆ่าพยาธิในร่างกาย รักษาบาดแผลและอาการบวม แก้ปากและเหงือกอักเสบ แก้ปวดฟัน กระตุ้นความอยากอาหารและสมอง ใช้ทำอาหารหมู

(ง) ผลทำยาพอก ใช้แก้หัวสิว ตุ่ม ฝีฝักบัว แก้วัณโรค อาการเคล็ด แผลถลอกลึก โรคปวดในข้อ

(จ) น้ำมัน น้ำมันสกัดจากลูกยอใช้แก้ปวดกระเพาะ

(ฉ) น้ำสกัดลูกยอ แก้ความดันโลหิตสูง

สรรพคุณลำต้นยอ

(ก) เปลือกต้ม แก้โรคดีซ่าน

(ข) น้ำสกัดต้นยอ แก้โรคความดันโลหิตสูง

สรรพคุณเมล็ดยอ

น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดยอใช้รักษาเหาและป้องกันแมลง

สรรพคุณดอกยอ

ใช้รักษากุ้งยิง

สรรพคุณรากยอ

(ก) นำมาใช้แกะสลัก

(ข) ทำรงควัตถุสีเหลือง

(ค) น้ำคั้นจากรากใช้แก้แผลที่อักเสบรุนแรง

สรรพคุณของทุกส่วนของต้นยอ

สามารถใช้ทำยาระบายท้อง

คุณค่าทางโภชนาการของลูกยอ

ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาย แสดงให้เห็นคุณค่าทางอาหารของลูกยอ (ในรูปผง) ดังตารางข้างล่างนี้

องค์ประกอบสำคัญ

ร้อยละต่อน้ำหนักผงลูกยอ 100 กรัม

???โปรตีน

???5.8

???ไขมัน

???1.2

???ความชื้น

???9.3

???เถ้า

???10.3

???เส้นใยอาหารโดยรวม

???36

???คาร์โบไฮเดรต

???71

 

องค์ประกอบสำคัญ

น้ำหนักมิลลิกรัมต่อผงลูกยอ 1200 มิลลิกรัม

???โปรตีน ???69.6
???ไขมัน ???15.5
???คาร์โบไฮเดรต ???843
???เส้นใยอาหารโดยรวม ???419
???แคลอรี ???3
???วิตามิน เอ ???2.26 IU
???วิตามิน ซี ???9.81
???ไนอะซิน ???0.048
???ไทอะมิน

???-

???ไรโบเฟลวิน

???-

???เหล็ก

???0.02

???แคลเซียม

???0.88

???โซเดียม

???2.63

???โพแทสเซียม

???32.0

สารที่พบในลูกยอ สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้ คือ

  1. ?สารโพรเซอร์โคมี (Proxeronine) เมื่อรวมตัวกับเอนไซม์โพรเซอร์โอ เนส จะได้เป็นสารเซอร์โอนีน ที่ลำไส้ใหญ่และเมื่อดูดซึมกลับสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยปรับสภาพเซลล์ให้มีความสมดุล แข็งแรง และมีภูมิต้านทานที่ดีอีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมและ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ และกระตุ้นให้เซลล์ใหม่เติบโตและทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีซึ่งสารสำคัญนี้มี คุณสมบัติในการช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอกได้
  2. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)มีหลากหลายชนิดซึ่งมีผลเสริมฤทธิ์กันในการขจัดอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
    1. สารไบโอฟลาโวนอยด์ มีประโยชน์ในการบรรเทาปวด และต้านอักเสบ ทำให้หลอดเลือด มีความแข็งแกร่งขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เสริมภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ช่วยให้ตับทำงาน มีประสิทธิภาพขึ้น ลดระดับโคเลสเตอรอล และบำรุงสายตา
    2. คาโรทีนอยด์ (Carotenoid) มีบทบาทสำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ และพบว่าได้ประโยชน์ ใกล้เคียงกับสารไบโอฟลาโวนอยด์
    3. วิตามินซี เป็นสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อไวรัส ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นโครงสร้างของผิวหนัง กระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีผลลดระดับฮิสตามีน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญในการก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้
    4. วิตามินอี มีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือดและช่วยบรรเทาอาการปวด ชา ลดความอันเลือดสูง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
    5. ซีสเตอีน (Cysteine) ซึ่งมีบทบาทในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังมีผลในการขจัดสารพิษ จากแอลกอฮอล์ บุหรี่ และมลพิษในอากาศต่างๆ
    6. ซีลีเนียม (Selenium) มีความสำคัญในการป้องกันความเสื่อมที่พบในเบาหวาน และมีบทบาทสูง ในการเสริมภูมิต้านทานโรค
  3. สารสโคโปเลติน (Scopoletin) สาร ชนิดนี้จะมีคุณสมบัติช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวจึงสามารถ ลดความดันโลหิตสูงกลับเป็นปกติได้และมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาท อัตโนมัติรวมทั้งยังช่วยให้มี พลังงานและขจัดความรู้สึกอ่อนเพลียลง และยังช่วยต้านการอักเสบที่ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อช่วยให้อาการอักเสบ ดีขึ้น มีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนมีฤทธิ์รักษาโรคภูมิแพ้ ยอยังช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ในร่างกายให้เป็นปกติ และสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลที่เสื่อมแล้ว
  4. กรดอะมิโน เป็น สารสำคัญที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างร่างกาย มนุษย์ เพราะโปรตีนมีหน้าที่ในการสร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนัง เอ็น เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ต่อมไร้ท่อ เล็บ ผม และกระดูก นอกจากนี้ ยังมีส่วนในการสังเคราะห์ฮอร์โมน เอนไซม์ และยีนส์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพันธุกรรม
  5. วิตามินและเกลือแร่ มีหลากหลาย ชนิด เช่น แมกนีเซียมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของ เอนไซม์ และช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมและโพแทสเซียม และยังพบธาตุเหล็กซึ่งจะช่วยในการสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่าง กาย
  6. สารอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ลูกยอยังประกอบด้วยสารสำคัญอีกกว่า 100 ชนิด เช่น แอนทราควิโนน (Antraquinone) ที่ช่วยควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการอักเสบและฆ่าเชื้อโรคต่างๆ อีกทั้งยังมี การวิจัยพบว่า สามารถป้องกันโรคหัวใจและโรคบิดได้

ข้อควรระวังในการใช้ยอ
น้ำลูกยอนั้นมี ธาตุโพแทสเซียมสูงมากประมาณ 56 meq/L เช่นเดียวกับน้ำมะเขือเทศ และน้ำส้ม ผู้ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง จึงไม่ควรรับประทาน เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์เพราะจะมีผลโดยตรงต่อระบบการหมุนเวียน โลหิตในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้แท้งได้ และจากผลการทดสอบความเป็นพิษ ดังนั้นในการเลือกใช้สมุนไพรที่เหมาะสม และหากใช้ในรูปแบบของยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรพิจารณาถึงผู้ผลิตว่าจะมีมาตรฐานพอเพียงหรือไม่ และควรใช้ในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมแก่ร่างกาย
โดยสรุปแล้ว ลูกยอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีวิตามินซี โปตัสเซียม วิตามิน เอ สูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยชะลอการแก่และต้านมะเร็ง โดยหลักการแล้วน่าจะป้องกันมะเร็งได้บ้าง เหมือนกับการทานผักผลไม้สดทั้งหลาย ตัวน้ำลูกยอมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิด Lewis lung carcinoma แต่มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อยมาก การทานน้ำลูกยอไม่มีอันตรายเว้นผู้ป่วยโรคไต และเป็นไปได้ว่าลูกยอไทย อาจจะไม่ต่างหรืออาจะดีกว่าหรือด้อยกว่าของต่างประเทศก็ได้ แต่เป็นพันธ์เดียวกัน

อ้างอิงจาก

  • yathai.blogspot.com/2010/09/blog-post_28.html
  • www.charpa.co.th/articles/noni.asp
  • www.samunpri.com
  • Mr Zeiss

    เป็นประโยชน์มากครับ เพราะกำลังเป็นโรคไขมันในเส้นเลือด ต้องลองทานลูกยอดูบ้าง

    • pasudjjai

      ปวดที่ฝ่าเท้าทานน้ำลูกยอแล้วดีขึ้น…ตอนนี้ได้ลูกยอสุกมา 3 กก.จะหมักเองค่ะ
      ดีมากๆ

  • Sommy

    สมุนไพรของไทยดีทุกอยากชอบทานอยู่แล้ว

  • Sompongsai

    สรรพคุณสุดยอด

  • Yota Nui

    หมักเอง นาน 7 ปี กินแล้วรู้สึกดีไม่ปวดเมื่อยตามข้อกระดูกผิวพรรณดีขึ้น

  • Ang-zaza

    สำหรับคนที่รักสุขภาพนะคะ เรามีสูตรมาแนะนำให้คะ
    นำน้ำตาลทรายแดง 1 กก. และเกลือเล็กน้อย มาเคียวกับน้ำเดือดจนละลาย พักให้เย็น
    แล้วนำลูกยอ 1 กก. ไปหมักกับน้ำตาลที่เคี่ยวไว้ ปิดฝาให้สนิท ประมาณ 1 อาทิตย์ ลองทานดู รสชาติอร่อย และดีต่อสุขภาพด้วย สรรพคุณ จะช่วยลดอาการปวดเมื่อยตาร่างกาย ผิวพรรณสดใส ลดอาการปวด ประจำเดือนได้

  • Sud

    กำลังหมักค่ะ ใช้สูตร ลูกยอสุก 3 ก.ก น้ำ 5 ลิตร น้ำตาลทรายทรายแดง 1 ก.ก แต่เห็นว่าต้องรอถึง 1 ปี
    ไม่ทราบว่าทานก่อน 1 ปี จะได้ไหมนะ

  • pucktungrid

    อยากลองหม้กดูเหมือนก้น หากเอาลูกยอมาปั่นทานจะดีไหมค่ะ